ในหลายปีมานี้ Google Chrome เป็น Browser ค้นหาเว็บไซต์ที่ได้รับความนิยมอย่างมากจากผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต เพราะถูกออกแบบมาให้ใช้งานง่าย รวดเร็ว มีความสามารถที่หลากหลาย สามารถรองรับการทำงานร่วมกับโปรแกรมอื่นได้ จึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจว่าเพราะเหตุใดในวันนี้ Chrome ถึงได้กลายเป็นเว็บ Browser พื้นฐานที่มีอยู่ใน PC หลายๆ เครื่อง แต่แม้ Chrome จะการันตีหรือรับประกันความปลอดภัย ความพอใจ และพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ๆ ในการใช้งานขึ้นมาให้ผู้ใช้งานมากแค่ไหน ผู้ใช้บริการ Chrome หลายรายก็ส่งข้อความไปร้องเรียนปัญหาอยู่ตลอดเวลาว่าพบ “ปัญหาโฆษณาก่อกวน” จากผู้ทำธุรกิจออนไลน์ที่ทำป้ายโฆษณาผิดนโยบาย Google Chrome

ดังนั้นเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2561 ที่ผ่านมา Google Chrome จึงออกแถลงการณ์ให้ผู้ทำธุรกิจออนไลน์ผ่านช่องทาง Google ทุกรายรับทราบโดยทั่วกันว่า Google Chrome จะเริ่มดำเนินการบล็อกและลบโฆษณาที่ทำผิดนโยบาย “The Coalition for Better Ads” โดยอัตโนมัติ

โดยรูปแบบโฆษณาที่ไม่ปฎิบัติตามหลัก The Coalition for Better Ads และสร้างความก่อกวนและความน่ารำคาญใจให้ผู้ใช้งาน Chrome มากที่สุด Google Chrome ได้ไปทำการสำรวจวามคิดเห็นจากผู้ใช้งาน Google Chrome จำนวนกว่า 25,000 ราย ในแถบทวีปอเมริกาเหนือ และยุโรปมา พบว่าแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ บนแพลตฟอร์ม Desktop และ Mobile ดังนี้

รูปแบบโฆษณาก่อกวนบนแพลตฟอร์ม Desktop

1.       โฆษณาประเภท Pop-ups ที่มักจะเด้งขึ้นมาบังเนื้อหาบนหน้าเว็บไซต์ที่เราต้องการจะเอาไว้ ต้องกด {x} ก่อนถึงสามารถอ่านเนื้อหาบนหน้าเว็บไซต์ได้

2.       โฆษณาแบบเล่นเสียงอัตโนมัติ คือ โฆษณาที่จะมีเสียงดังขึ้นมาเองโดยที่ผู้ใช้ไม่ได้กดเปิดและอยากฟัง

3.       โฆษณาประเภทแบนเนอร์ขนาดใหญ่ที่ปรากฏอยู่ด้านล่างจนบดบังพื้นที่บนหน้าเว็บ

4.       โฆษณาที่บังคับให้ผู้ใช้ต้องรอเวลานับถอยหลังตามที่กำหนดครบก่อนที่จะกดข้ามหรือปิดได้

 

รูปแบบโฆษณาก่อกวนบนแพลตฟอร์ม Mobile

1.       โฆษณาประเภท Pop-ups ที่มักจะเด้งขึ้นมาบังเนื้อหาบนหน้าเว็บไซต์ที่เราต้องการจะเอาไว้ ต้องกด {x} ก่อนถึงสามารถอ่านเนื้อหาบนหน้าเว็บไซต์ได้

2.       โฆษณาแบบ Prestitial Ads โฆษณาที่โฆษณาเต็มหน้าเว็บไซต์

3.       โฆษณาแบบเล่นวิดีโอหรือเสียงเองอัตโนมัติโดยที่ผู้ใช้ไม่ได้กดเปิดและอยากฟัง

4.       โฆษณาที่บังคับให้ผู้ใช้ต้องรอเวลานับถอยหลังตามที่กำหนดครบก่อนที่จะกดข้ามหรือปิดได้

5.       โฆษณาประเภทแบนเนอร์ขนาดใหญ่เกินกว่า 30% ที่ปรากฏอยู่บริเวณมุมล่างของหน้าจอ

6.       โฆษณาแบบ Flash Animation

7.       โฆษณาแบบ Large Sticky Ads

8.       โฆษณาแบบเต็มจอที่บังคับให้ผู้ใช้ต้องเลื่อนผ่านจนสุดโฆษณา หากต้องการรับชมเนื้อหาบนเว็บไซต์ต่อ

 

 

           โดยระบบการบล็อกและลบโฆษณาที่ไม่ผ่านมาตรฐาน “The Coalition for Better Ads” แบบอัตโนมัตินี้ จะบล็อกโฆษณานั้นนานประมาณ 30 วัน กรณีที่ผู้ใช้งานมั่นใจว่าโฆษณาถูกต้องตามกฏแต่ถูกบล็อกอย่างไม่ทราบวาเหตุ สามารถส่งเรื่องให้ทาง Google Chrome ตรวจสอบได้ หาก Chrome ตรวจสอบแล้วว่าไม่มีผิดมาตรฐานจริง Chrome จะปลดบล็อกโฆษณาบนเว็บไซต์เหล่านั้น

           Chrome ประกาศออกมาอย่างนี้แล้ว ผู้ทำธุรกิจออนไลน์ผ่านช่องทาง Google เองก็ต้องระวัง เพราะไม่มีใครอยากเสียเงินทำโฆษณาแล้วถูกบล็อกไปเฉยๆ แน่ๆ และสำหรับใครที่สงสัยว่าถ้าอย่างนั้นควรทำโฆษณาอย่างไรถึงจะไม่ผิดมาตรฐาน Google ได้ประกาศมาพร้อมกันแล้ว คือ โฆษณาต้องโหลดได้อย่างรวดเร็ว รองรับการใช้งานบน Smartphone ไม่ทำให้ผู้ใช้งานรู้สึกแย่

Blog ล่าสุด